วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สาววัย 24 เสียใจโดนแฟนหนุ่มบอกเลิก ฆ่าตัวตายผ่านเว็บแคม คนแห่ดูเพียบ


 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 5 ธันวาคม พ.ต.ท.ธนภัทร สุขมี พนักงานสอบสวน(สบ2) สน.บางเขน ได้รับแจ้งเหตุมีหญิงสาวผูกคอตายโชว์ผ่านโปรแกรม แคมฟร๊อก ในเอสเอ็นแมนชั่น ถนนพหลโยธินซอย 69 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.บางเขน แพทย์เวร เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุอยู่บนชั้น 2 จากการตรวจสอบภายในห้องเลขที่ 203 พบศพนางสาวนิชากร ศรีสวัสดิ์ อายุ 24 ปี ชาว.นครสวรรค์ สภาพศพเสียชีวิตในท่ายืน สวมเสื้อยึดแขนสั้นสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้น ใช้ผ้าปูที่นอนสีฟ้าผูกคอตัวเองกับพัดลมเพดาน เสียชีวิต ร่างกายไม่พบบาดแผลตาม 

ขณะเดียวกัน ข้างศพยังพบคอมพิวเตอร์จำนวน 1 เครื่องเปิดทิ้งไว้ ซึ่งหน้าจอเป็นโปรแกรมแคมฟร็อก ห้องโกสเรดิโอ โดยมีการพูดคุยสนทนากันกับผู้ชาย คาดว่าน่าจะเป็นแฟนหนุ่มของผู้ตาย เนื่องจากข้อความมีเนื้อหาตัดพ้อเรื่องความรัก สำหรับกล้องเว็บแคมที่ติดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกหันไปที่กระจก เพื่อให้เห็นการฆ่าตัวตาย ทำให้มีคนเข้ามาดูเป็นจำนวนมาก จ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุไปตรวจสอบโดยละเอียด



จากการสอบสวนแม่บ้านของแมนชั่นดังให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้ชายไม่ทราบชื่อและนามสกุล โทรศัพท์มาบอกว่ามีผู้หญิงที่พักอยู่ห้อง 203 กำลังจะผูกคอตาย จึงรีบขึ้นไปเคาะประตูเรียก ปรากฏว่าประตูห้องล็อค จึงไปตามคนที่รู้จักกับผู้ตายมาช่วยเกลี้ยกล่อม พร้อมรีบงัดห้องเข้าไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต่อมา นายธีรวัฒน์ จีรภาพเจริญ อายุ 25 ปี ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมกับเปิดเผยว่า เป็นแฟนของผู้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รู้จักกับผู้ตายผ่านทางโปรแกรมแคมฟร็อก และคบหากันได้ 1 เดือน ระหว่างที่คบกันตน สังเกตเห็นว่าผู้ตายเป็นคนที่ค่อนข้างมีความเครียด ใจร้อน อีกทั้งยังพูดให้ฟังว่าแฟนเก่ากลับมาขอคืนดี ทำให้ทะเลาะกัน กระทั่งวันนี้ตอนที่ตนอยู่ที่บ้านได้พูดคุยกับแฟนสาวทางแคมฟร็อกและมีปากเสียงกันอีก จึงเอ่ยปากบอกเลิกกับผู้ตาย แต่ผู้ตายได้ตอบกลับมาว่าทุกวันนี้ที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะมีตน หากไม่มีแล้วก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แล้วแฟนสาวก็พยายามจะผูกคอตายให้เห็นผ่านทางห้องสนทนาดังกล่าว ตนจึงโทรศัพท์ไปบอกที่อพาร์ทเม้นท์ให้รีบขึ้นไปตรวจสอบ ทว่า ก็ไม่ทันเสียแล้ว

จากข่าวข้างต้นที่กล่าวมานี้ผู้ที่ผูกคอตายไม่มีความผิดตามพ.ร.บ.การกระทำทางคอมพิวเตอร์ ถ้าหากจะให้มีคนผิดจะเป็นผู้ที่ดูแลแคมฟรอกและผู้ที่เผยแพร่ภาพและคลิป ซึ่งมีความผิดตามาตรา16 ในพ.ร.บ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ในการเข้าใช้แคมฟรอกหรือโปรแกรมต่างๆในSocial Internet หลายคนอาจจะคิดว่าSocial Internet มีข้อเสียเพราะเห็นจากข่าวอาชญากรรมในสังคมปัจจุบัน การพูดคุยกับผู้คนโดยไม่รู้จักกันมาก่อน และมีความรู้สึกดีให้กันจนกลายเป็นความรักในโลกออนไลน์ และต่อมาอาจจะล่อลวงไปข่มขื่น แต่ถ้าหากเขาไม่ได้มีความคิดอันร้ายกาจก็เป็นเรื่องราวความรักของคนคู่หนึ่งที่มีความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในความคิดของตัวเอง มีความรู้สึกว่าจากข่าวที่เอามานี้ เห็นว่าความรักในโลกออนไลน์เป็นรักแบบ"ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ" คือเป็นรักที่เราไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักกัน พูดคุยกันผ่านตัวอักษรและรูปภาพหน้าจอแสดงตัวตนของเรา ซึ่งเขาอาจจะเอารูปใครก็ได้มาแสดงตัว ก็เลยทำให้เห็นว่าการเข้าไปทำความรู้จักหรือพูดคุยกับผู้คนในโลกออนไลน์ควรจะมีวิจารณญาณการรู้จัก พูดคุย กับผู้คนในโลกออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทบาทและความสำคัญของสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ

วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน...ของ iPhone สมาร์ทโฟนสุดฮิตจาก Apple ที่โกยเอารายได้แบบเป็นกอบเป็นกำกลับไปนอนยิ้มอิ่มพุ่งกางที่เริ่มต้นในปี 2007 จากรุ่นแรก iPhone Original หรือที่บ้านเราเรียกว่า iPhone 2G จนล่าสุดกับ iPhone 4S สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังคงบ่งบอกถึงเอกลักษณ์กับด้านข้างที่ยังคงไว้กับสี Silverback จากเครื่อง iPhone 2G เริ่มต้นกับการใช้งานแอพฯมาตราฐานที่ยังคงพบได้อยู่ทุกวันนี้บนตัวใหม่และมียอดขายรวมในสัปดาห์อยู่ที่ 700,000 เครื่อง  และในปี 2008 กับรุ่น iPhone 3G ที่ยังคงอยู่ภายใต้เครือข่ายของ AT&T ที่มียอดขาย 1 ล้านเครื่องในสัปดาห์แรกและอีก 10,000 แอพฯที่มาพร้อมกับ App Store และยอดการดาวน์โหลดกว่า 300 ล้านครั้ง

ในปี 2009 กับความสำเร็จที่มากขึ้นของการร่วมทุนและได้ทำการอัพเกรดมาเป็น iPhone 3GS ที่ออกมาพร้อมกับแอพฯใหม่กับเข็มทิศแต่ก็ไม่เพียงพอที่นำความสำเร็จมาได้แบบล้นเหลือขายได้ 1 ล้านเครื่องในสัปดาห์แรก และแอพฯที่เพิ่มขึ้นเป็น 85,000 และยอดการดาวน์โหลดอีก 2 พันล้านครั้ง



ข้ามมาที่ปี 2010 กับการออกแบบรูปร่างหน้าตาโฉมใหม่กับรุ่น iPhone 4 ที่ดึงดูดเหล่าบรรดาสาวกและผู้คลั่งไคล้กับฟีเจอร์ที่ออกมาเรียกร้องความสนใจได้ดีกับ Face Time, VDO HD, Retina Display และกล้อง 5 ล้านพิกเซล โกยเอาส่วนแบ่งไป 1.2 ล้านเครื่องในสัปดาห์แรก

จนมาสู่ปัจจุบันกับ iPhone 4S ในปี 2011 ที่อัพเกรดขึ้นมาจาก iPhone 4 มาพร้อมกับเลขาคู่ใจอย่าง Siri และ iCloud ที่มาพร้อมกับ iOS 5.0 กับการอัพเกรดฮาร์ดแวร์โดยใช้ชิปเดี่ยวกับ iPad 2 คือ A5 และกล้อง 8 ล้านพิกเซลแต่ก็เพียงพอที่จะเรียกความนิยมได้แบบ...ว๊าวส์!! กับยอดขาย 4 ล้านเครื่องในสัปดาห์แรกมีผู้ใช้ทั้งหมดตอนนี้ 70 กว่าประเทศแล้วรวมถึงยอดการดาวน์โหลดอีก 15,000 ล้านครั้งกับแอพฯอีก 425,000 แอพฯใน App Store

คลิปแสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติของไอโฟนตั้งแต่รุ่น 2G ถึง 4S
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัยภายในประเทศไทยจะมีผู้ใช้ไอโฟนอย่างมากมาย แต่ผู้ที่ใช้เหล่านั้นรู้หรือไม่ว่าบทบาทและความสำคัญของไอโฟนนั้นไม่มีมีไว้แค่เล่นเกมAngry bird, post - check in Facebook, etc. แต่ไอโฟนยังมีความสามารถในหลายๆอย่าง เช่น สามารถแต่งทำนองเพลงใหม่ๆ โดยทำผ่านApplication ที่โหลดจาก App store นำมาสร้างเพลง อย่างเช่น...

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไอโฟนที่ทุกคนใช้อยู่นั้น มีความสำคัญในการสร้างสรรค์เพลง หรือนอกจากนี้จะเป็นพวกการตกแต่งรูปที่ระลึกจากการไปสถานที่ที่เราสนใจ เก็บไว้เป็นความทรงจำของเรา หรือเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยโหลดE-book หรือสูตรทำอาหารนานาชนิด-นานาชาติไว้ฝึกการทำอาหาร การค้นหาสถานที่ต่างๆที่เราจะไป สภาพภูมิอากาศ และอื่นๆอีกมากมาย ถือว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันของเราต่างมีข้อดีและข้อเสีย  เทคโนโลยีของเรามีการพัฒนาให้เหมาะกับความต้องการ ความสะดวกสบายของเรา โดยขึ้นอยู่กับว่าเราที่เป็นผู้ใช้นั้น จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้เหมาะสมกับเราเองให้มากที่สุดได้อย่างไร...


วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

COLLUME RELATIONCHIC By: VOLUME UP ISSUE NO.7/12 MARCH 2012 ปักษ์แรก มีนาคม 2555 :: สังคม


 “ด่าซะปลิ้นเลย!” ประโยคเปิดของสีเกดในเช้าวันหนึ่ง
            “คราย ด่าใครตั้งแต่เช้า” 
            สีเกดเดินหน้ามุ่ยก่นบ่นใครสักคน ปกติฉันไม่ค่อยเห็นนางอารมณ์เสียสักเท่าไหร่ ในกลุ่มอารมณ์ปรี๊ดปร๊าดที่สุดน่าจะเป็นฉัน ไม่ใช่จิตเภทแต่เพราะใกล้วัยทอง นี่ขนาดไม่มีลูกกวนตัวไม่มีผัวกวนตี-นแล้วก็ยังไม่วาย คนอย่างฉันจะอารมณ์เสียเรื่องอะไรได้นอกจากเรื่อง “เงิน!” (นังนุชนาฎมันคงคิดในใจแบบนี้)
            “อีแพรน่ะสิพี่ วันเสาร์-อาทิตย์นี้ พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน ไปทำบุญต่างจังหวัด มันจะให้หนูมานอนค้างที่บ้านเป็นเพื่อนมัน แต่แทนที่จะโทร.บอก หรือส่งแมสเสสมา มันเขียนในเฟซบุ๊ก พี่ดูมันทำ! หนูเลยโทร.ไปด่าว่า ‘ไม่ใช่’ พี่น้องกันแล้วใช่ไหมถึงได้บอกผ่านทางเฟซบุ๊กให้ชาวบ้านชาวช่องเขารู้กันทุกคน เดี๋ยวโจรก็ขึ้นบ้านหรอก...”
            ถ้ามีเครื่องตรวจจับความร้อนตอนนี้คงเป็นภาพควันออกหูสีเกดไปแล้ว แต่ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับฉันคงต้องวัดอุณหภูมิความร้อนเทียบกันเพราะระดับฉัน
            “ไปไฟไหม้ไปแล้ว!”
            “อั๋น...ไปลบภาพที่เอาไปลงเฟซบุ๊กออกให้หมดนะ บ้าไปแล้วรึไง รู้จักคำว่าส่วนตัวมั้ย ครอบครัวของเรามันเป็นส่วนตัวไม่เปิดเผยข้องเกี่ยวกับสาธารณะ นี่อะไร เอารูปทุกอย่าง ทั้งนก ทั้งหมา ทั้งป๊า ทั้งลูก ไปลงจนหมด ติ๊งต๊องไปแล้วมึงน่ะ!”
             ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของน้องชายฉัน แต่การที่เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นน้องกันกับฉันก็ต้องการให้มันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับใครหรืออะไร มันจึงมีเงื่อนไขในแบบที่ฉันต้องการให้เป็น ในที่สุดน้องชายของฉันจึงต้องลบทุกภาพออกไปแล้วอยู่อย่างโลว์โปรไฟล์ที่สุด
            ในความคิดของฉัน สังคมคืออีกโลกหนึ่งที่ต้องอยู่ให้เป็น ฉันไม่เคยเอาสังคมภายนอกเข้ามาปะปนกับครอบครัวฉัน ราวกับว่าเมื่อใดที่ฉันก้าวเท้าเข้าบ้าน ฉันได้ก้าวออกจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเขาเป็นกับแบบนี้บ้างหรือเปล่า แต่ชีวิตของเรามันต่างกัน...ต่างคนต่างวิถี
            ฉันไม่เล่นเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ซึ่งจะดูเป็นคนล้าสมัยในยุคดิจิตอลแบบนี้ แต่อะไรก็ตามที่มันทันสมัยมากหรือเกินไป บางทีมันอาจจะนำเราและควบคุมเรา แทนที่ ‘เรา’ จะควบคุมมันอยู่ฉันได้เห็นข้อดีของการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กแบบถูก วิธีในการแบ่งปันข่าวสารความรู้ต่างๆ ให้กันและกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง (ทุกสิ่งบนโลกมี 2 ด้านเสมอ) ผู้คนมากมายก็ใช้มันไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ โดนเฉพาะเด็กๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้แค่ว่าอยากรู้จักอะไรใหม่ๆ
            การอยากรู้จักมันคนละความหมายและคนละหนทางกัน เมื่อการ ‘เรียนรู้’ ใช้กับสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ แต่ ‘การรู้จัก’ นั้นต้องไปคัดกรองแยกแยะเอาเองว่าดีหรือเลว ถูกหรือผิด ซึ่งในโลกอินเตอร์เน็ตอันกว้างใหญ่กว่าจักรวาลนี้คงไม่มี ใครมาคอยเตือนใครได้ทันท่วงทีกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เลยเถิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้
            ประโยชน์จากการใช้สังคมในอินเตอร์เน็ตเป็นก็คือมันช่วยในการประชาสัมพันธ์ ดูจากคนดังๆ ที่มีทวิตเตอร์แล้วมีคนตามเรื่องราว เห็นได้ชัดว่ามันช่วยขยายผลของงาน ภาพลักษณ์ของคนไทยนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาไม่แล้ววงดนตรีหรือนักร้องหรือผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ คงไม่สามารถแจ้งเกิดจากโลกอินเตอร์เน็ตนี้ได้
            คลิปของใครที่มีคนดูมาก คนคนนั้นก็จะเป็นที่สนใจจนกลายเป็นคนดังได้ หากมีคนเอาไปปั้นต่อ อย่างหนุ่มน้อย จัสติน บีเบอร์ สำหรับบ้านเราเห็นประโยชน์ชัดจากช่วงน้ำท่วม ในด้านการขอความร่วมมือร่วมใจช่วยคนไทยด้วยกัน แต่จะมีสักกี่ล้านคนบนโลกที่ใช้มันถูกวิธี ถูกที่ถูกทาง
            ทุกวันนี้สังคมอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ราวกับเป็นแฟชั่นที่ทำตามๆกัน ใช้เป็นเครื่องระบายความรู้สึก ด่าทอ โอ้อวด หรือแม้แต่แสดงความสำคัญของตัว รอให้ใครต่อใครที่ไม่รู้จักเราอย่างแม้จริงเข้ามาแสดงความคิดเห็นแล้วเรียกคนเหล่านั้นว่า ‘เพื่อน’
            หากเป็นเช่นนั้นแล้วความหมายของคำว่า ‘เพื่อน’ ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้วอย่างสิ้นเชิง
            ฉันยังคงรักความล้าสมัยของการสื่อสารระหว่างผู้คนในแบบเดิมๆ ที่มีเพื่อนน้อย แต่เข้าใจกันมากอย่างลึกซึ้ง มิใช่ผิวเผินแต่มากมาย การนัดเจอกัน กินข้าวกัน คุยกัน ได้แสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าและสายตา บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าต่างคนต่างไปทำอะไรมา แต่เมื่อไหร่ที่ได้พบกัน ความเข้าใจและความผูกพันยังคงแน่นแฟ้นและยั่งยืนต่อไปกว่า ‘แค่รู้ว่าทำอะไรแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร (จริงๆ)’
            วิถีชีวิตของฉันยังคงวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่แค่บนเวทีกับฟุตบาธข้างถนนที่ผู้คนเดินย่ำไปมา ฉันใช้เวลาว่างเดินเข้าออกตลาดสด อุดหนุนและทักทายแม่ค้า พูดคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เป็นชาวบ้าน แวะกินอาหารข้างถนนร้านประจำ เมาธ์แตกกับแม่ค้าในเรื่องที่อยู่ในกระแสบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือแม้แต่หวย ฉันรู้สึกว่านี่คือมิตรภาพที่สัมผัสได้จริง
            เราต่างอยู่บนเส้นทางทำมาหากินเลี้ยงตัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่โอ้อวดใคร และไม่ต้องการใครมาตัดสินเราด้วย คห.1 คห.2 บางครั้งเถียงกับไปหัวเราะกับไปตรงนั้น...ชาวบ้านร้ายตลาดเสียจริงเลย

            คน(หน้า) แปลกๆ แบบฉันที่มีหน้าที่การงานเป็นสาธารณะ ยิ่งคนรู้จักมากก็ยิ่งดี แต่โดยส่วนตัวแล้วฉันยังเก็บความเป็นส่วนตัวที่แท้จริงของฉันไว้ด้วยความที่เชื่อว่า...ชีวิตคนไม่ควรเป็นสาธารณะ และนั่นคือหนทางที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย (บ้านๆ) อย่างมีความสุขต่อไป โดยไม่ต้องขอความคิดเห็นหรือคำตัดสินจากใครใรทุกการกระทำ...
            แม้สังคมจะสำคัญ แต่การมีสังคมก็ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันความสำคัญและคุณค่าของคน...เสมอไป  

เจนนิเฟอร์ คิ้ม

คอลัมเล่นหู เล่นตา จากหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันจันทร์ ที่ 21.05.55 ตอนที่ 343: แมนนวล


 “ลูกค้าระดับ...การ์ด เชิญด้านในค่ะ”
            ฉันกับสีเกด เดินเข้าไปด้านในตามที่พนักงานคนนั้นบอก...แอร์เย็นฉ่ำ พอทิ้งก้นลงบนโซฟาหนังนุ่ม ๆ พนักงานอีกคนก็มาคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เอาใบฝากใบถอนที่เตรียมไว้ไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนเราก่อนไปเธอถามว่า “รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ” ฉันหันไปมองลูกค้าคนอื่นเขาสั่งชา กาแฟ โกโก้เย็นดื่ม ในขณะที่นั่งรอบางคนหยิบมือถือ 3G กับไอแพดขึ้นมาทำอะไรฆ่าเวลาโดยไม่มีเวลาหันมามองคนรอบข้าง ได้แต่นึกในใจว่า “ไฮโซ...”
            ไม่นานนักพนักงานคนเดิมก็นำสมุดบัญชีมาคืนให้เสร็จธุระฉันเดินออกไปกับสีเกดผ่านหน้าลูกค้าที่นั่งรออีกมากมาย...พวกเขายังต้องนั่งรอต่อไปตามคิว...
            “เราไปนั่งรอในห้องรับรองผู้โดยสารกันเถอะ” สีเกดบอกกับฉันที่สนามบิน
            “เข้าไปนั่งได้เหรอ?”
            “ได้สิ...คราวนี้ลูกค้าเขาจองชั้นธุรกิจให้”
            ข้างในนั้นมีโซฟาให้นั่ง มีของว่าง ทั้งคุ้กกี้ แซนด์วิช ผลไม้และเครื่องดื่มอีกหลากหลาย มีไว้บริการลูกค้าที่จ่ายมากกว่าชั้นธรรมดาที่ต้องออกไปนั่งออรอกันที่ประตูทางออกขึ้นเครื่องปะปนอยู่กับผู้โดยสารคนอื่น ๆ แต่คราวนี้ไม่...ได้แต่นึกในใจว่า “ไฮโซ...” ในความหมายของฉันคงจะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้ เพราะจนป่านนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมันจริง ๆ หรอก รู้แค่ว่าอาจจะแปลว่า มั่งคั่ง....เอาแต่ใจ... เหนือกว่าธรรมดาทั่วไป หรือเป็นส่วนตัว ไม่ต้องปะปนกับคนอื่น แอบคิดว่าบางทีมันก็ได้ดั่งใจและอัตโนมัติเกินไปจนรู้สึกห่างเหินกับความเป็นธรรมดาและถูกแยกออกจากคนธรรมดา ไม่รู้สิ! บางทีฉันอาจจะคิดผิดก็ได้นะ ในความไฮโซของฉันชอบแค่ความสบายและรวดเร็ว ที่เหลือมันไกลเกินไปกว่าตัวตนของฉันที่ออกจะบ้าน ๆ เจ๊ก ๆ อยู่มาก หากเปรียบกันแล้ว ถ้า “มั่งคั่ง” เทียบกับ “อัตโนมัติ” (Auto-matic) “ธรรมดา” ก็น่าจะเทียบกับ “แมนนวล” (Mannual) ถึงมันจะดูชักช้าไม่ได้ดั่งใจ แต่มันก็เข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน...ที่สำคัญมันจริงใจและสัมผัสได้
            “ตุ้บ!” ฉันโยนกล่องโฟมใบโตที่อุ้มเอาไว้นานจนปวดเอวลงบนพื้น หันไปมองรอบ ๆ มีคนกำลังง่วนอยู่กับบางอย่าง บ้างก็มารับ บ้างก็มาส่ง ใกล้ ๆ เท้าฉันจึงเต็มไปด้วยกล่องพัสดุต่าง ๆ ม้วนผ้า สายไฟ เลยไปถึงสปอยเลอร์หน้าของรถก็ยังเอามาส่งกัน อือ...เขามากันถูกที่แล้วล่ะ ที่นี่มันเป็นบริษัททัวร์เล็ก ๆ ที่รับ-ส่งของทั่วไป ไม่รับประกันความเสียหายระหว่างทาง ค่าส่งก็แสนถูก ร้านค้าและผู้คนจึงส่งของผ่านบริษัทนี้ คนที่มาทำธุระส่วนใหญ่เป็นพนักงาน ลูกจ้างระดับล่าง ๆ และแมสเซนเจอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายหน้าบาน ๆ ตัวดำ ๆ ไม่แน่ใจว่าผิวคล้ำอยู่แล้วหรือขี่แมงกาไซค์ตากแดด มีฉันเป็นอีเจ๊แก่ ๆ ยืนโง่ ๆ อยู่ท่ามกลางผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย คงจะดูไม่เข้าพวกหรือเก้กังอยู่นาน คนที่มาส่งของคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตประจำบริษัทมองมาที่ฉันแล้วเดินเข้ามาพูดว่า
            “จะส่งของเหรอ กดบัตรคิวรึยัง ต้องกรอกใบส่งก่อน อยู่ที่โต๊ะนั่น”
            ฉันเดินไปที่โต๊ะใกล้ ๆ กันมีเครื่องกดบัตรคิวง่อย ๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ฉันกดเบา ๆ กระดาษคิวก็ไม่ออก ผู้ชายคนเดิมเลยต้องกดให้แรง ๆ หลายครั้ง ฉันทำตามที่เขาบอกแล้วไปยืนมั่ว ๆ กับกลุ่มคนที่มาส่งของ (ไม่เห็นมีใครยืนต่อแถวหรือเข้าคิวนี่นา) สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างของคนเหล่านี้คือยืนรอเฉยๆ ...ไม่มีใครหยิบเอามือถือขึ้นมากดนั่น ส่งนี่ หรือเล่นเกม ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ฉันคุ้นตา ไม่ว่าจะไอโฟน หรือไอแพด ที่พอจะเห็นบางคนคุยโทรศัพท์อยู่ก็รุ่นที่ซื้อกันไม่กี่พันบาท “หมายเลข 820 เชิญที่ช่อง 3” นั่นแหละถึงตาฉัน พนักงานรับเอาของไปชั่งแล้วส่งไปตามช่องที่มีลูกกลิ้งกลม ๆ เลื่อนของไปโดยใช้มือผลัก แอบผิดหวังเล็กน้อย กะว่าจะได้เห็นสายพานเลื่อนไปเหมือนที่เคยเห็นทั่วไป พนักงานหันมากรอกรายละเอียดต่าง ๆ ลงไป  เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแล้วบอกให้รอจ่ายตังค์ ฉันก็ยืนมึนต่อ เพราะไม่มีช่องไหนเขียนว่าต่ายตังค์ มีเพียงโต๊ะติดกันที่พนักงาน 2 คน กำลังง่วนเขียนอะไรอยู่แล้วคนก็ไปมุง ๆ ราวกับรอลุ้นหวย... “อ้าวแล้วกูจะทำไงต่อเนี่ย?” สักเดี๋ยวผู้ชายแปลกหน้าที่มาทำธุระแบบเดียวกันหน้าโหด ๆ เดินตรงเข้ามาหาฉัน “ซวยละกู...ใครฟะ...จะเอาอะไรกะกูเนี่ย” ฉันกอดกระเป๋าไว้แน่นขณะที่เขาก้าวเข้ามา
            “รอจ่ายเงินช่องนี้” เขาชี้ไปที่โต๊ะที่มีคนมุงเยอะ ๆ นั่น (ฉันรู้สึกผิดที่อคติแบบนั้น) ยืนรอนานจนเหงื่อซึม เพราะมันเป็นห้องเปิดโล่งติดกับถนน ทุกคนยืนอยู่บนฟุตบาทแล้วทำธุรกรรมกันไป ในที่สุดเขาก็เรียกเพื่อไปจ่ายเงิน ฉันส่งเงินให้... “ใช่ เจนนิเฟอร์ คิ้มรึเปล่า” พนักงานที่รับเงินถามขึ้น ฉันพยักหน้าแล้วนางก็หันไปคอนเฟิร์มกับเพื่อน ๆ ว่า “เห็นมั้ย? ฉันบอกว่าใช่ตั้งแต่แรกแล้ว” พนักงานพวกนั้นคงงงว่า “อีนี่มาทำอะไรที่นี่? ทำไมไม่ให้คนอื่นมาทำแทน” ฉันปล่อยให้พวกเขาคิดไปตามใจ ส่วนฉันเดินยิ้มกลับไปที่รถ ซึ่งจอดไว้ไม่ไกล...ฉันได้บางอย่างกลับมาเหล่าบรรดาลูกจ้างที่รับหน้าที่มารับมาส่งของ ยืนกระจัดกระจายหาความเป็นระเบียบไม่ได้ แถมยังต้องรอขั้นตอนการรับส่งที่ใช้เพียงคน “ขน” (ของ) และคน “เขียน” (บิล) ไม่มีอะไรเป็นเครื่องช่วยระบบคอมพิวเตอร์ ออโต-เมติก ดิจิตอล ไม่ต้องหา มีเพียงเครื่องกดบัตรคิวที่ดูจะเป็นหน้าเป็นตาเครื่องนั้นกับเสียงประกาศหมายเลขคิว นอกนั้น บ๊าน...บ้าน แมนนวลสุด ๆ แถมยังต้องรอนานกว่าจะเสร็จไปแต่ละรายการ นั่นคือระบบการทำงานแบบแมนนวล ซึ่งซ่อนบางอย่างที่น่าประทับใจไว้ในนั้น คนที่มาทำธุรกรรมเหล่านั้นล้วนอยู่ในระดับเดียวกัน...ใช้แรงงาน ไม่มีการแบ่งระดับชั้นวรรณะใด ๆ บางคนขนของหนัก ๆ พวกที่ยืนรออยู่ก็มาช่วย แม้แต่ฉันคนแปลกหน้าที่ไม่เข้าพวกเขาก็ยังมีน้ำใจมาช่วยบอก  ฉันเห็นความมีน้ำใจผ่านการปฏิสัมพันธ์โดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ใด ๆ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองว่าดีหรือร้าย ไม่มีใครคิดว่า “ไม่ใช่เรื่อง!”  หรือเพราะพวกเขาไม่ใช่คนรวย ไม่ใช่คนเมือง เป็นเพียงแค่คนต่างถิ่นที่มาหากินในกรุงเทพฯ ความโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจฝังที่รากลึกตั้งแต่เกิดมันยังคงอยู่และพร้อมใช้ในทุกสถานการณ์
            ฉันยังคงเชื่อว่าสิ่งดีงามในความเป็นคนนั้นมันอยู่ในตัวของคนทุกคน แต่บางทีพลังแห่งการต่อสู้ดิ้นรน ความอยากมี อยากดี อยากเด่นเกินใคร ๆ มันทับถมและบดบังความดี ความศรัทธาที่มีต้อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ให้มันถูกมาใช้ ให้ความสำคัญเฉพาะตัวเอง โดยไม่สนคนอื่น ผู้คนจึงไม่ใส่ใจกันและกันจนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ต่างถูกแบ่งแยกด้วยตัวเลขในบัญชี เงินฝาก แหล่งที่อยู่อาศัย รวมถึงระดับสังคมในระดับต่าง ๆ มันน่าเสียดายสำหรับใครที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนเหล่านั้นหมดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับความจริงใจของผู้คนธรรมดา ๆ ด้วยการสัมผัสด้วยใจอย่างตรงไปตรงมา และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ในที่ที่คนอย่างฉันไม่ควรอยู่หรือไป แล้ว “อีนี่มาทำอะไรที่นี่ ?” ...บางทีชีวิตแบบแมนนวลมันจริงกว่าแอบอัตโนมัติตรงที่
            เมื่อคนรวยใช้เงินคุยกัน
            คนจนกลับใช้ใจคุยกัน...
            เมื่อคนรวยอยู่ในโลกสมมุติ แต่คนจนอยู่ในโลกแห่งความจริง
            และแม้แต่ความตายที่ยุติธรรมที่สุด
            เมื่อคนจนตายเรียกว่า...หมดเวรหมดกรรม
            แต่คนรวยตายกลับเรียกว่า...สิ้นบุญ!

เจนนิเฟอร์ คิ้ม

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เรื่องของคนที่ไม่พิเศษ



เริ่มแรกก็สวัสดีทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของเราก่อนนะ^^ (ทั้งที่ตั้งใจเข้ามาดูและคลิกมั่วแล้วโชคร้ายมาเจอบล็อกนี้ก็ตาม) แนะนำตัวเลยก็ละกัน เราชื่อ May : อวยพร  อารีโกเศศ  เพื่อนทุกคนเรียกว่า เมย์ จะเรียกอวยพรก็ได้นะ แต่ชอบเราชอบให้เรียกเมย์มากกว่า(หรือจะเพิ่มตำแหน่งให้เราก็ได้นะ ไม่ค่อยมีใครให้ตำแหน่งหรอก) เบื่อคนเรียก อวยพรแล้ว ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีศึกษา-ดนตรีไทย เครื่องมือเอก คือจะเข้ แน่นอนว่าเรียนจบไปแล้ว จะประกอบอาชีพอะไรไม่ได้นอกจากครูสอนดนตรี หรือจะเป็นครูสอนวิชาอื่นอีกก็ได้ ถ้าหากขาดคนสอนนะ :P ตอนนี้รู้สึกอยากเป็นครูคณิตศาสตร์ด้วยยังไงก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเรียนดนตรีแล้วไม่ดีหรอกนะ แต่รู้สึกว่า จากที่ตอนม.ปลายเรียนเยอะมาก และมีการบ้านตลอด เรียนพิเศษทุกวัน และตัวเองก็พอถูไถคณิตศาสตร์ไปได้บ้าง ก็เลยมีบางอารมณ์ที่รู้สึกว่าอยากเรียนคณิตฯและคงเอาความชอบคณิตศาสตร์ไปสอนนักเรียนในอนาคต...


ความสนใจของเราก็มีนะ เหมือนจะเยอะด้วย เวลาไปช็อปปิ้งหรือเดินเล่นในห้าง ชอบมากกกกกกกับป้าย S A L E เนี๊ยะ saleเยอะยิ่งชอบ ก็เข้าใจแล้วว่าที่โน้ต อุดมบอกในเดี่ยว8 นั้นเป็นเรื่องจริง ตอนแรกๆก็ไม่ได้เป็นนะ แต่พอนานๆไปและสินค้าชินนั้นสวยด้วยแล้ว โอ้ววววว เหมือนอยู่ในดงดอกไม้จริงๆ ดูหนังก็จะเป็นหนังแนวFantasy เอ้อๆๆๆๆ เพิ่งไปดูเรื่อง Snow white & Huntsman มา สนุกมากกกกกกก ทั้งฉากตอนสู้รบสโนว์ไวท์กับแม่มด สวยจริงๆ แต่งงมากตอนที่พรานป่าจุมพิตสโนว์ไวท์แล้วฟื้น (รู้สึกว่าในนิทานเจ้าชายมาจุมพิตนะ!) ช่างเถอะ โลกก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หนังก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างเช่นกัน สโนว์ไวท์ปี2012ก็เลยปรับไปอีกแบบ เกาหลีก็มีบ้าบ้าง แต่ไม่คลั่งนะจ๊ะ ชอบดูรายการFamily Outing Season 1 บ้าดูรายการนี้ ถึงขั้นตามโหลดคลิปตอนต่างๆของรายการนี้ เอาเป็นSoundtrack ด้วยนะ ไม่มีซับ ไม่เป็นไร หาโหลดซับและโหลดโปรแกรมใส่ซับได้ ตอนนั้นแบบว่า งมหาแต่พวกนี้ และตอนนี้ก็เหมือนจะเริ่มติดรายการนี้แล้ว นั่นคือรายการ Running Man ทีมงานของรายการนี้ก็เป็นทีมงานเดียวกับ Family Outing Season1 นั่นแหละ ทีมงานรายการนี้ มีความคิดสร้างสรรค์ฮาๆเยอะแยะ เกมส์ที่นำมาเล่นแทบไม่ซ้ำกันเลย  ส่วนฟังเพลงมั๊ย? ฟังเพลงตลอด ฟังพวกเพลงที่ฟังสบายๆ เสียงเบสไม่หนักเกินไป ไม่ร็อกเกินไป  แต่Blossa ก็จะสบายเกินไป เดี๋ยวจะหลับซะก่อน :]


ทุกคนที่เจอหน้าเราหรือเห็นหน้าเรา อาจจะคิดว่าเป็นคนน่ากลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ คุณคิดถูกต้อง!!! น่ากลัวจริงๆ เอ้ยยยยยยยย ไม่ใช่ๆ คือ ที่หนังหน้าเป็นอย่างนี้คือไม่รู้จะวางตัวยังไง แล้วก็ไม่ค่อยคุย เป็นคนเงียบๆ ยกเว้น... อยู่กับเพื่อนที่สนิทกันมากๆ หรือตอนที่อยู่กับที่บ้าน หรือดูหนังตลก ก็จะเปลี่ยนเป็นอีกคนนึงทันที ไม่ใช่อะไรหรอกนะ อยู่กับคนที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน ยังไม่ค่อยรู้จักตัวตนกันซักเท่าไหร่ ก็จะไม่ค่อยคุย ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ส่วนมากรอให้อีกฝ่ายชวนคุยก่อน แล้วใบหน้ายิ้มๆของเราก็จะออกมาให้เห็นเองแหละ


และใครที่โชคร้าย บาปเยอะนิสนึง ที่ได้มาอ่าน (จะเรียกว่าประวัติส่วนตัว ไม่น่าจะใช่นะ :{ ) แนะนำตัวเองเป็นบล็อกแรกที่ทำขึ้นมา คิดว่าอ่านไปเรื่อยๆแล้วไม่มีความต่อเนื่องกัน ก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย (มือใหม่หัดทำบล็อกจ้า ^^) พอดีว่าความคิดของเราอาจจะมีมากเกินไป ชอบคิดมาก คิดไร้สาระ พอจะเขียนได้ความคิดที่จะเขียนลงบล็อกก็ชนกันไปหมด ก็เลยอ่านไม่ค่อยได้Main Idea ซักเท่าไหร่นะ ยังไงก็ทนๆอ่านบล็อกของเราหน่อยก็ละกันเน้อ... (ยอดViewของเราจะได้เพิ่มขึ้นหน่อยนึง 55+)